Bokeh มาจากคำภาษาญี่ปุ่น หมายถึง เลื่อนหรือวิงเวียน เมื่อนำมาใช้กับภาษาถ่ายภาพ หมายถึง แสงสะท้อนที่อยู่นอกโฟกัส เมื่อถ่ายเป็นภาพแล้วจะเกิดผลจากการทำงานของกล้องจะทำให้มีลักษณะรูปดวงกลมหรือ เหลี่ยมๆ เบลอๆ เลือนๆ ปรากฏอยู่ตามฉากหน้าหรือฉากหลัง โบเก้จะมีขนาด รูปร่าง และสีสันที่ต่างกันไปตรมสภาพแสง ขนาดของรูรับแสงที่ปรับ และจำนวนของไดอะแฟรมของรูรับแสงในเลนส์ ยกตัวอย่างเช่น
Macro Lens 60 Micro Nikkor F2.8
เมื่อถ่ายที่ F (รูรับแสง) ต่ำกว่า 8 ลงมา (รูรับแสงกว้างขึ้น) จะให้โบเก้ที่มีรูปทรงกลมๆ เบลอๆ เมื่อถ่ายที่ F (รูรับแสง) แคบกว่า 8 ขึ้นไป (รูรับแสงแคบลง) จะให้โบเก้ที่มีรูปร่างหกเหลี่ยม
TeleZoom Lens 70-300 Sigma APO DG Macro
เมื่อถ่ายที่ F (รูรับแสง) ต่ำกว่า 8 ลงมา (รูรับแสงกว้างขึ้น) จะให้โบเก้ที่มีรูปทรงกลมๆ เบลอๆ เมื่อถ่ายที่ F (รูรับแสง) แคบกว่า 8 ขึ้นไป (รูรับแสงแคบลง) จะให้โบเก้ที่มีรูปร่างเก้าเหลี่ยม
วิธีการถ่ายภาพที่ทำให้เกิดโบเก้

หาตัวแบบให้พบ แล้วสังเกตฉากหลังที่มีแสงสะท้อนอยู่ด้านหลังโฟกัสที่ตัวแบบ แบนกล้องไปหาแสงสะท้อนที่พร่างพราวอยู่ด้านนั้น ปรับรูรับแสงเมื่อต้องรูปร่างของโบเก้ที่แตกต่างแล้วก็ถ่ายภาพ
> ภาพที่มีโบเก้อยู่ในฉาก
- จะทำให้ภาพมีเสน่ห์ ชวนมองยิ่งขึ้น
- จะทำให้ภาพนุ่มนวลชวนฝัน
> หาฉากโบเก้ได้จากที่ไหน
แสงลอดใบไม้ แสงสะท้อนน้ำ แสงจากหลอดไฟ แสงสะท้อนจากหยดน้ำ และหยาดน้ำค้าง หรืออะไรก็ตามที่ทำให้เกิดแสงสะท้อนที่อยู่นอกโฟกัสออกไป (ฉากหลัง) และที่อยู่ก่อนโฟกัสเข้ามา (ฉากหน้า)
> ความเบลอหรือความชัดของโบเก้
ความเบลอหรือความชัดของโบเก้ขึ้นอยู่กับปริมาณแสงสะท้อน ถ้าแสงสะท้อนแรงๆ เช่น แสงสะท้อนจากน้ำจะทำให้โบเก้คมชัด แสงสะท้อนจากดวงไฟที่มีแสงสว่างมากจะทำให้โบเก้คมชัด และมีสีสันเปลี่ยนไปตามสีของดวงไฟ แสงสะท้อนน้อยๆ เช่น แสงลอดใบไม้จะทำให้โบเก้เบลอ นวล สบายตา และสวยงาม
> ขนาดของโบเก้
ขนาดของโบเก้จะขึ้นอยู่กับระยะห่างตัวแบบกับโบเก้
- ห่างมากโบเก้จะมีขนาดใหญ่ นวล สีจาง
- ห่างน้อยโบเก้จะมีขนาดเล็ก คม ชัด
> สีสันของโบเก้
สีสันของโบเก้ขึ้นอยู่กับแสงสะท้อน หากเกิดจากแสงธรรมชาติ เช่น แสงลอดใบไม้ แสงสะท้อนน้ำ โบเก้จะมีสีขาว หรือขาวขุ่น หากเป็นโบเก้ที่เกิดจากแสงหลอดไฟ โบเก้จะมีสีสันตามสีของหลอดไฟนั้นๆ
ถ่ายมาโครแบบฉากหลังดำ

> ฉากดำในแสงธรรมชาติ
- ให้ตัวแบบที่เราต้องการถ่ายโดนแสงมากๆ
- มองหาฉากหลังที่ทึบเข้ม และมีแสงออกโทนเทาๆ หรือดำๆ เช่น ร่มเงา
- ถ่าย Mode A ตั้งค่ารูรับแสงขนาดกลาง เช่น 8-11
- วัดแสงตรงจุดที่สว่างที่สุดบนตัวแบบ และล็อคค่าแสงไว้
- เลื่อนดูภาพให้อยู่ในตำแหน่งที่ต้องการ ถือกล้องให้นิ่งๆ แล้วก็ค่อยถ่ายภาพ ภาพที่ออกมาจะมีฉากหลังที่ทึบเข้ม หรือมีสีดำ สร้างความโดดเด่นให้กับตัวแบบได้ดีมาก
> ฉากหลังดำด้วยการใช้แฟลช
- ใช้ Seep Shtter เร็วๆ เช่น 1/160s , 1/200s , 1/250s
- ใช้ F แคบๆ เช่น 18-22 หรือแคบกว่านั้น
- หาฉากหลังที่ไกลออกไปจากตัวแบบ เพื่อให้แสงแฟลชไปไม่ถึง
- ถ่ายในที่ที่มีปริมาณแสงน้อยกว่าปกติ เช่น ในร่ม
ถ่ายมาโครแบบฉากเบลอ
หาฉากหลังที่ไกลออกไป ยิ่งไกลฉากหลังก็จะยิ่งเบลอมากขึ้นตามลำดับ สำหรับการถ่ายภาพมาโครด้วยเลนส์มาโครแท้ ระยะห่างของฉากหลังแค่ 10 ซม. ก็ถือว่าไกลพอแล้ว ระยะห่าง 10 ซม. สำหรับภาพแนวอื่นๆ อาจจะไม่มีผลอะไร แต่ 10 ซม. สำหรับภาพมาโครโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเราขยายใหญ่มากๆ ฉากที่เห็นจะละลายเป็นสีเดียวกันไปเลย

> ใช้รูรับแสงกว้างๆ
ทดลองปรับค่ารูรับแสงดูก็ได้ เมื่อถ่ายที่รูรับแสงกว้างๆ ฉากหลังก็จะเลือนขึ้นตามลำดับ แต่ทั้งนี้ต้องดูความชัดลึกของตัวแบบ ต้องลองปรับดูด้วยเมื่อเราปรับรูรับแสงกว้างๆ แล้วถ่ายภาพ ด้วยภาพแบบมาโครระยะชัดจะบางสุดๆ ทำให้ฉากหลังละลาย สวยเนียน แต่ตัวแบบจะชัดแค่นิดเดียว ก็อาจไม่ทำให้ได้ภาพสวยงามเท่าที่ควร ขณะถ่ายภาพก็ต้องดูประกอบกันไป และหาความสวยงามเหมาะสมให้ความชัดลึกของตัวแบบและความเบลอของฉากหลังสัมพันธ์กันด้วย
> ซูมเยอะ
เวลาเราซูมภาพเข้าไป หรือขยายให้แบบตัวใหญ่ขึ้นมากๆ ระยะชัดก็จะบางมากขึ้นตามลำดับ ฉากหลังก็จะอยู่ห่างจากโฟกัสเพิ่มมากขึ้น และเบลอเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
> ขยับกล้องเข้าใกล้ตัวแบบ
พยายามขยับกล้องเข้าใกล้ตัวแบบในระยะที่เหมาะสม หากเราอยู่ห่างจากตัวแบบมาก การซูมเข้ามาฉากหลังจะเบลอไม่มากนัก การขยับเข้าใกล้ตัวแบบให้มากขึ้นอาจจะทำให้กำลังขยายน้อยลง แต่กลับทำให้ฉากเบลอมากขึ้น






มีลักษณะเหมือนกับฟิลเตอร์ที่เราใช้ใส่เข้าไปข้างหน้าเลนส์ ทำให้เลนส์ธรรมดาสามารถโฟกัสได้ใกล้ขึ้น ราคาค่อนข้างถูก Close Up Filter มีหน้าที่คล้ายๆกับเป็นแว่นขยายให้กับเลนส์
ใช้ใส่ต่อระหว่างตัวกล้องกับเลนส์ เป็นท่อกลวง ใช้เพิ่มทางยาวของแสงที่จะตกลงบนเซ็นเซอร์ ระยะห่างมาก อัตราการขยายก็เพิ่มมากขึ้น
โดยทั่วๆไปจะมีอยู่ประมาณ 3 ขนาด เช่น 12 mm, 20 mm และ 36 mm และสามารถนำมาต่อรวมกันเพื่อให้มีอัตราการขยายได้มากขึ้นไปอีก (ดังรูปด้านบน) ราคาทั้ง 3 อันรวมกันแล้วก็ยังถูกกว่าเลนส์มาโคร 1:1 อยู่มาก
Teleconverter ก็เป็นอีก 1 ทางเลือก ใช้ต่อใส่ระหว่างตัวกล้องกับเลนส์แต่จะต่างจาก Extension Tube ตรงที่มีชิ้นส่วนเลนส์เพิ่มขึ้น มีหน้าที่เพิ่มทางยาวของเลนส์ทำให้ดึงภาพที่ไกลเข้ามาได้ใกล้ขึ้น เช่น ถ้าเอา2 x มาต่อกับเลนส์ 50mm ก็จะกลายเป็น 100mm ข้อเสียคือ ช่องรับแสงจะแคบลงตามค่าของท่อต่อ เช่น 2 xช่องรับแสงจะลดลง 2stop และไม่เหมาะกับเลนส์ที่มีช่องรับแสงแคบกว่า F2.8 ขนาดก็มี 1.2x, 1.4x, 1.7x หรือ 2.0x เป็นต้นการกลับเลนส์ หรือ Reverse mountingการกลับเลนส์โดยการเอาด้านหน้าเลนส์มาต่อเข้ากับตัวกล้องด้วย Adapting Ring หรือจะดัดแปลงทำเองจากฝาปิดตัวกล้องก็ได้ (จะกล่าวถึงการทำในโอกาสต่อไป) ให้อัตราการขยายได้มากกว่า 1:1 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของเลนส์ทีใช้ ข้อเสียคือไม่สามารถใช้ระบบวัดแสงรวมทั้งการปรับช่องรับแสงของกล้องได้เลย
การใช้สายกด หรือรีโหมด จะช่วยลดการสั่นสะเทือนเวลากดชัตเตอร์ได้มาก เพราะการถ่ายภาพแบบนี้มีอัตราการขยายที่สูง มีความชัดตื้นมาก การสั่นเพียงเล็กน้อยมีผลกับความคมชัดของภาพ หรือหลุดโฟกัสไปเลย หากกล้องสามารถปรับเพื่อล็อกกระจกได้ควรใช้ให้เกิดประโยชน์ การสั่นสะเทือนของกระจกที่ยกขึ้นและตกลงด้วยความเร็วสูงระหว่างการกดชัตเตอร์ก็มีผลต่อความคมชัดด้วยเช่นกัน













